เก้าอี้สำนักงานและโต๊ะทำงานสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

สมัยนี้เรามักจะพบเห็นคนท้องทำงานในที่ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศ ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งคุณครูสอนนักเรียน ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดแต่อย่างใด และยังเป็นเรื่องน่าชื่นชมด้วยซ้ำ ที่การตั้งครรภ์ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรกับคุณแม่เหล่านี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องราวหลาย ๆ อย่างที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้ เพื่อสุขภาพของตัวคุณแม่และของตัวคุณลูกเอง มาดูกันว่าควรระวังเรื่องอะไรบ้าง

1.การทำงานหนักเกินไป

บางครั้งคุณแม่ก็ลืมไปว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์อยู่ ซึ่งอาจมีกำลังวังชาไม่เท่าเดิม และอ่อนเพลียได้ง่ายกว่าเดิม เพราะฉะนั้นจึงต้องประมาณตัวเองนิดนึงว่างานที่ทำอยู่นั้นหนักไปหรือไม่ หรือมีความเครียดเกินไปหรือไม่ เพราะจะส่งผลกระทบถึงเด็กในท้อง ถ้าหากว่าเลี่ยงได้หรือขอเปลี่ยนงานได้ก็ควรจะขอเปลี่ยนชั่วคราวในระหว่างนี้

2.การทำงานแบบนั่งโต๊ะ

เพราะการทำงานแบบนี้เป็นการทำงานที่ต้องใช้ทั้งสายตาและความคิดไปพร้อม ๆ กัน เช่น งานพิมพ์ต่าง ๆ งานบัญชี หรืองานเขียนแบบที่ต้องก้มหน้าก้มตาอยู่ตลอดเวลา จริง ๆ แล้วการทำงานแบบนี้ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรมากมายนอกจากอาการปวดเมื่อย แต่ที่ส่งผลเสียจริงๆ ก็คือโรคเครียด เพราะฉะนั้นต้องหยุดยืดเส้นยืดสายเป็นระยะ ๆ จะช่วยให้รู้สึกสบายตัวมากยิ่งขึ้นและเลือกเก้าอี้สำนักงานหรือโต๊ะทำงานที่เหมาะสม

3.การทำงานที่เต็มไปด้วยมลพิษ

ควรหยุดการทำงานเหล่านี้ไปเลย เพราะมีผลเสียและผลกระทบต่อทารกในครรภ์โดยตรง ยิ่งเฉพาะ 1-3 เดือนแรกควรดูแลลูกอย่างดีเป็นพิเศษ ผู้เป็นแม่ไม่ควรออกมาเจอฝุ่นควันต่าง ๆ โดยเฉพาะควันบุหรี่ ควันรถ ควันไฟต่าง ๆ เพราะจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพได้

4.การทำงานแบบเป็นกะ

เพราะการทำงานแบบเป็นกะจะทำให้มีการพักผ่อนที่ไม่เป็นเวลา ขนาดคนธรรมดายังแย่ แต่นี่เป็นคุณแม่ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษจะขนาดไหน โปรดจำไว้ว่าคุณแม่ต้องการโกรทฮอร์โมนมากกว่าปกติ ซึ่งร่างกายจะหลั่งเมื่อพักผ่อนในช่วงเวลา 22.00 – 02.00 น. เพราะฉะนั้นจึงควรขอเปลี่ยนกะมาทำงานในช่วงกลางวันไปก่อน และจะได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ในเวลากลางคืนด้วย

5.ระวังการทำงานบ้านบางชนิด

สำหรับงานบ้านที่คุณแม่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ คือการยกของหนัก การทำความสะอาดที่สูง การดูดฝุ่น เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่เอง และอาจได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วย เพราะคุณแม่ในช่วงนี้จะมีภูมิต้านทานที่ต่ำลงในระดับหนึ่ง หากเลี่ยงได้ก็ขอให้เลี่ยงไปก่อน

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ก็ควรระมัดระวังในการทำงานมากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์นั่นเอง

Meso Fat เมโสแฟต สลายไขมันส่วนเกิน สุดยอดวิธีสวยทางลัดแบบเร็วทันใจ

Meso Fat หรือ เมโสแฟต ที่หลายคนกำลังสงสัยว่า เมโสแฟต คืออะไร วันนี้มีคำตอบมาไขข้อสงสัยให้สาว ๆ ได้กระจ่างแจ้งกันแล้วค่ะ สำหรับใครที่อยากรู้ ตามมาศึกษาไว้เป็นข้อมูลกันเลย

ก่อนอื่นต้องขอเฉลยก่อนว่า เมโสแฟต (Meso Fat) คือการสลายไขมันส่วนเกินนั่นเองค่ะ โดยในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการดูแลรักษาหุ่นให้กับสาว ๆ ที่อยากสวยเร็วทันใจด้วยการฉีดยาสลายไขมันส่วนเกินที่ถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับสาว ๆ ซึ่งวิธีนี้สามารถจะกำจัดไขมันในจุดที่ไม่พึงประสงค์ในร่างกายของเราตั้งแต่จุดเล็ก ๆ ไปจนถึงจุดใหญ่ ๆ ได้เลยทีเดียว อย่างเช่น แก้ม คาง ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง เอว สะโพก เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้ถือว่าก็เป็นวิธีการรักษาหุ่นแบบเจ็บตัวแต่ก็เป็นวิธีที่จะทำให้สาว ๆ สวยได้รวดเร็วทันใจ และสร้างความมั่นใจให้กลับมาได้เร็วขึ้น จึงไม่แปลกเลยค่ะที่วิธีการทำเมโสแฟตนี้จะกำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ อยู่ในขณะนี้

สำหรับการทำเมโสแฟตในระยะแรก ๆ เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว จะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไรนัก เพราะตัวยาที่นำมาฉีดในช่วงแรก ๆ จะได้ผลช้า และมีผลข้างเคียง เจ็บ และมีรอยฟกช้ำหลังฉีดค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาตัวยาฉีดสลายไขมันให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ได้ผลมากขึ้น เร็วขึ้น มีผลข้างเคียงและฟกช้ำหลังฉีดน้อยลง

โดยแพทย์จะใช้เข็มฉีดยา ฉีดส่งยาซึ่งมีสรรพคุณสลายไขมันที่สะสมในอยู่ในชั้นไขมันเข้าไปในจุดที่เราต้องการ โดยจะฉีดเข้าไปลึกถึงส่วนชั้นไขมัน ซึ่งกลไกของตัวยาที่ฉีดเข้าไปจะเข้าไปทำให้ผนังไขมันแตกตัวออก ทำให้ไขมันที่จับตัวกันเป็นก้อน ๆ อยู่สลายออกมา และกลายเป็นไขมันเหลว จากนั้นกลไกของร่างกายก็จะขับไขมันออกทางปัสสาวะและทางอุจจาระ ซึ่งระยะเวลาในการฉีดในแต่ละจุดนั้นจะใช้เวลาแตกต่างกันไป อาจจะอาทิตย์ละครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ต่อครั้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมันของแต่ละคนค่ะ

สำหรับตำแหน่งที่สามารถทำการสลายไขมันด้วยวิธีเมโสแฟตได้นั้นมีหลายตำแหน่งด้วยกัน แต่ที่มักจะนิยมทำกันก็คือ ฉีดลดไขมันที่แก้มให้หน้าเรียวเล็ก, ลดคางหรือเหนียง, ลดต้นแขน ต้นขา น่อง, ลดพุง-หน้าท้อง, แก้ไขจมูกบานให้เล็กลง หรือแก้ไขหนังตาบนที่หย่อนคล้อย เป็นต้น ซึ่งหลังจากที่ทำเมโสแฟตแล้ว สาว ๆ ควรดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำเยอะ ๆ และออกกำลังกายเบา ๆ ควบคู่กันไปด้วยนะคะ เพราะการดื่มน้ำจะช่วยขับไขมันส่วนเกินที่สลายให้ออกทางปัสสาวะได้เร็วขึ้น และการออกกำลังกายก็จะทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ทั้งฟิตทั้งเฟิร์มแบบนี้ รับรองว่าหุ่นของสาว ๆ จะสวยเป๊ะได้แล้วเร็วทันใจแน่นอนจ้า

ทั้งนี้สำหรับคนที่กำลังสงสัยว่า เมโสแฟต อยู่ได้นานแค่ไหน ? คำตอบก็คือประมาณ 4-6 เดือนค่ะ ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังฉีด รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ

สำหรับการทำเมโสแฟตปัจจุบันก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ โดยสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคนนะคะ เพราะวิธีนี้ไม่เหมาะกับสตรีมีครรภ์ คนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเลือดผิดปกติ โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ สำหรับสาว ๆ ที่มีอาการหรือเป็นโรคเหล่านี้อยู่ห้ามทำเด็ดขาดเลยนะคะ เพราะโรคที่กล่าวมานี้ต้องรักษาด้วยยาหลายขนาน ดังนั้นการฉีดสลายไขมันด้วยวิธีเมโสแฟตอาจจะเป็นอันตรายต่อโรคที่เป็นอยู่ได้ค่ะ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การสลายไขมันด้วยการทำเมโสแฟตจะไร้ประโยชน์ ถ้าหากสาว ๆ ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิสัยการรับประทานอาหาร และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่าลืมนะคะสาว ๆ เสียเงินและเจ็บตัวกันไปแล้ว เราก็ต้องมีวินัยและต้องรู้จักดูแลรักษารูปร่างให้ดูดีอยู่เสมอด้วย เพื่อไม่ให้ไขมันส่วนเกินกลับมาสะสมจนต้องกลับไปฉีดยาสลายไขมันให้เจ็บตัวอีกยังไงล่ะคะ